ศิริวัฒนา's profileSpace ของ ศิริวัฒนาPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
July 14 จุด(ที่ต้อง)เปลี่ยน....นับวันเวลาจากวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ มาจนวันนี้ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ก็เกือบสามปีแล้วนะ... จะว่าไปแล้ววันเวลานี่มันผ่านไปรวดเร็วจริงๆ เหมือนกับในหนังสือที่ฉันเคยอ่าน มีประโยคหนึ่งที่จำได้แม่นคือ "หนึ่งวันผ่านไปรวดเร็วจริง ๆ หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน หนึ่งเดือน หนึ่งปีช่างหมดไปอย่างรวดเร็ว อีกไม่นานเราคงจะต้องพูดประโยคที่ว่า...นี่ก็หมดไปแล้วหนึ่งชาติ ช่างรวดเร็วจนเรายังไม่ได้ทำอะไรเพื่อชีวิตนี้ของเราเลยหรือ?" แต่ก็ช่างเถิด...เวลาที่มันผ่านล่วงเลยมาแล้ว เราไม่ควรจะไปเสียดาย หรือใคร่ครวญให้มันย้อนกลับคืนมา สิ่งที่เราจะทำได้ก็คืออยู่กับปัจจุบัน ด้วยสติ สมาธิ และปัญญา ของเรา แล้วทำปัจจุบันให้ดีที่สุดก็เพียงพอ วันแรก วันก่อนๆ วันนั้น วันโน้น วันไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับ "วันนี้" สำหรับฉันทุกอย่างที่ทำลงไปแล้ว ฉันไม่เสียใจ ฉันไม่เสียดาย ฉันไม่อาลัยอาวรณ์ และไม่เก็บมาทำให้เกิดความฟุ้งซ่านอีก ...สิ่งที่ได้จากอดีต...สิ่งที่ได้จากเมื่อวาน...สิ่งที่สุข เศร้า เหงา ดีใจ เสียใจ ร้องไห้ หัวเราะ เจ็บปวด ทรมาน ฯลฯ เหล่านี้ฉันนับรวมเข้าเป็นประสบการณ์ แล้วสิ่งที่ว่านี้แหล่ะ ที่ทำให้ฉันกลายเป็นฉันในปัจจุบัน ฉันเชื่อว่า... "สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ดีเสมอ" และ "ทุกสิ่งที่เราพบเจอในชีวิตนั้นเป็นประโยชน์เสมอ" เช่นกัน ....ที่ฉันบรรยายมามากมายนั้น....เพียงเพื่อต้องการสื่อให้เข้าใจว่า การตัดสินใจ การกระทำ และสิ่งที่ฉันกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ ไม่เคยสร้างความทุกข์ใจ สร้างความว้าวุ่น ฟุ้งซ่าน หรือวิตกกังวลใจ ให้แก่ฉันเลย ในขณะที่ฉันมองเห็นคนอื่น กำลังเป็นทุกข์ เศร้าใจ เสียใจ เสียดาย กังวล ฟุ้งซ่าน จิตตก ฯลฯ ไปกับเรื่องของฉัน...มันทำให้ฉันมองเห็นตัวเองในอดีต ที่เป็นเช่นนั้นเสมอมา...อยู่กับความทุกข์ใจ อยู่กับความเครียด อยู่กับความกดดัน ฟุ้งซ่าน วิตก ขวนขวายเลือดตาแทบกระเด็นเพื่อความสุขทางโลก เพื่อได้เป็นที่ยอมรับของสังคม เพื่อชื่อเสียง เกียรติยศ เพื่อจะอยู่เหนือคนอื่นๆ เพื่อจะร่ำรวยทัดเทียมผู้อื่น เพื่อไม่ให้ผู้อื่นมาดูถูกดูแคลนเราได้ .....แต่มาวันนี้ได้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น ไม่อยากจะบอกว่า "ฉันหลุดพ้น หรือปล่อยวางได้หมดแล้ว" หรอกนะ เพราะความจริงก็ยังทำไม่ได้ถึงขั้นนั้นหรอก แต่ก็โชคดีที่ได้มองเห็นความจริง มองเห็นทางสว่างมากกว่าเมื่อก่อน ...สิ่งที่ฉันทำได้และเข้าใจในตอนนี้ก็คือ เข้าใจกฎของไตรลักษณ์อย่างแท้จริง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีตัวตน พูดง่ายๆ ก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ย่อม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป โดยปราศจากข้อยกเว้นแม้แต่ข้อเดียว... ดังนั้น ในเมื่อเราไม่สามารถจะบังคับอะไรให้เป็นไปได้ดังใจเรา เราบังคับให้ความสุขอยู่กับเรานานๆ ไม่ได้ เราบังคับให้คนที่เรารักอยู่กับเรานานๆ ไม่ได้ เราบังคับให้ตัวเราเป็นสาวเป็นหนุ่มไปตลอดกาลไม่ได้ เราห้ามไม่ให้วัตถุสิ่งของที่เรามีแตกดับสลาย พังเสียหายไปไม่ได้ เราบังคับอะไรที่เป็นการฝืนกฎของธรรมชาติไม่ได้ ..แล้วเหตุใดเล่า เราจะต้องไปเป็นทุกข์กับมัน ไปยึดติดกับมัน ปล่อยให้มันลากจิตใจของเราลงสู่ก้นเหวแห่งความทุกข์.. พูดแบบนี้ก็เหมือนจะกลายเป็นคนที่หมดอาลัยตายอยาก เสียอีกคนหนึ่ง แต่เปล่าเลย ฉันไม่ได้หมดอาลัยตายอยาก แต่ฉันเข้าใจโลกมากขึ้นนะ ฉันยังคงต้องดำเนินชีวิตต่อไปตามปกติ ต้องเรียน ต้องทำงาน ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่พี่น้อง ต้องหายใจต่อไปกับคนในสังคมโลกมนุษย์ แต่ฉันเพียงแค่มีหัวใจที่ไม่เป็นทุกข์เท่านั้นเอง สบายๆ กับทุกสิ่งอย่าง ความสุขของฉันที่แท้จริงก็คือ...ความสงบ...นี่เอง หาความสุขมากนานแล้ว เพิ่งรู้ว่าที่แท้มันก็อยู่กับตัวเอง โง่จริงๆ เลยเรา ^^" เมื่อก่อนคิดว่า....เงินคือสิ่งเดียวที่จะทำให้ฉันมีความสุข...ตอนนี้รู้แล้วว่า...เงินก็แค่ทำให้สะดวกสบาย แต่ไม่ได้ทำให้มีความสุขที่แ้ท้จริงได้เลย เมื่อก่อนคิดว่า....ถ้าได้ท่องเที่ยวไปในที่ที่ไกลๆ ได้ไปที่ๆ ไม่เคยเห็นจะมีความสุข พอไปเข้าจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นความสุขอะไรนักหนาเลย เพราะว่าที่ที่เราไปดู ไปรู้ ไปเห็น มันก็เป็นแค่สถานที่ ที่แปลกตา ที่ไม่เคยเห็น ไปดูสิ่งก่อสร้าง ไปอ่านไปฟังเรื่องราวที่ไม่เคยรู้ สุดท้ายก็ถ่ายรูปเอาไปอวดให้คนอื่นเห็นว่า..."นี่นะเราไปมาแล้ว เจ๋งไหมล่ะ??" แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า...สถานที่ท่องเทียวไม่ได้เป็น ที่เก็บความสุขไว้ ให้เราไปกอบโกยเท่านั้น มันยังเป็นที่ดึงดูดกิเลสของคนเราด้วย สิ่งที่เราควรดู ควรรู้จัก ควรเห็นให้ชัดเจนนั้น ไม่ต้องเดินทางไปหาที่ไกลๆ เลย เพราะว่าสิ่งที่เราควรรู้ก็คือ " รู้กาย รู้ใจ" ของเราเท่านั้นเอง เมื่อก่อนคิดว่า....คนที่มีเงิน มีโอกาสทางสังคม มีหน้ามีตา มีการศึกษาสูงๆ มีหน้าตาสวยๆ หล่อๆ จะเป็นคนที่มีความสุข จะเป็นคนที่เป็นที่สุดของโลก ก็เคยพยายามจะไปให้ถึงที่สุดของโลกอย่างนั้นบ้าง จนสุดท้ายก็รู้และเข้าใจสัจจธรรม รู้่ว่าสิ่งที่เคยคิดนั้นมันผิด มันวิปลาส มันไม่ถูกไม่ตรงตามความเป็นจริง ปัจจุบันนี้ทราบแล้วว่า....สุขอะไรก็ไม่เท่ากับสุขใจ สุขใดๆ ก็ไม่สุขเท่าความสงบ ถ้าเรายังขวนขวายทะเยอทะยาน ก็คงหาความสงบได้ยาก ฉันขอใช้ชีิวิตธรรมดาๆ กลับสู่สามัญ อยู่กับดิน อยู่กับทราย อยู่กับต้นไม้ใบหญ้า อยู่กับป่า อยู่กับดง อยู่กับอากาศบริสุทธิ์ หายใจได้คล่อง ๆ นั่งมองลมหายใจเข้าออก เลี้ยงและดูแลพ่อกับแม่ยามแก่เฒ่าอย่างพร้อมหน้าดีกว่า ดีกว่าที่ต้องให้ท่านรอ รอให้ฉันรวยก่อน รอให้ฉันเรียนจบก่อน รอๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ โดยที่ฉันไม่รู้่ว่ากว่าจะถึงวันนั้นท่านจะยังอยู่รอฉันได้ไหม?
เป้าหมายของชีวิตฉันก็เลยเดินมาถึงจุด(ที่ต้อง)เปลี่ยน.... แม้เหตุผลการเปลี่ยนมันจะไม่ได้มาจากการตัดสินใจของฉันเพียงอย่างเดียว มันต้องเปลี่ยนเพราะเหตุผลทางการเรียนของฉันด้วย แต่ฉันก็มั่นใจว่า...สิ่งที่เกิดขึ้นแ้ล้วนั้นดีเสมอ... มันไม่ใช่จุดที่จะทำลายความสุข ความสงบในใจของฉันเลยแม้แต่น้อย "จุดเปลี่ยนนี้ก็เป็นจุดดีๆ อีกหนึ่งจุดที่อยู่ในชีวิตฉันเช่นกัน" อย่างไรก็ตาม....คนเรามีความคิด ความรู้สึก การตัดสินใจที่แตกต่างกัน ทางเลือกแตกต่างกัน หากคุณเลือกทางเลือกนั้นที่คิดว่าดีและูุถูกต้องแล้ว ก็จงก้าวเดินต่อไปด้วยความมั่นคง และมั่นใจเถิด สวัสดี Comments (3)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://kungfrance.spaces.live.com/blog/cns!A30213320DA8B278!606.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|